Toyota Corolla 2017

Toyota-Corolla78945646

Toyota Corolla 2017 เวอร์ชั่นรัสเซียหน้าตาจะคล้ายๆบ้านเราแต่จะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กๆน้อย โคโรลล่า ไมเนอร์เชนจ์ ใหม่ได้ปรับให้ทันสมัยมากขึ้นด้วยไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟ Daytime Light แบบ LED กระจังหน้าสีดำตกแต่งด้วยโครเมี่ยม ด้านท้าย LED ใหม่ พร้อมช่องดักลมบริเวณกันชนหน้า เสริมด้วยไฟตัดหมอกคู่หน้าใหม่ ล้ออัลลอยใหม่ ภายในห้องโดยสารปรับใหม่เช่นกันด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วพ่วงระบบ ‘Toyota Touch 2’ ออกแบบให้กลืนไปกับแผงคอนโซล สะดวกสบายด้วยเครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นพร้อมหน้าจอ MID ขนาด 4.2 นิ้วติดตั้งระบบวัดความเร็วแผงคอนโซลตกแต่งด้วยสีดำ Piano Black ตัดด้วย Matte Chrome

Mazda CX-3 ข้อมูล

mazda4586756

All-New Mazda CX-3 มาในรูปแบบ B-Car Crossover พร้อมการออกแบบที่แทรกจิตวิญาณแห่งการเคลื่อนไหว Kodo Design Soul Of Motion อย่างลงตัว เป็นเจ้าของง่ายๆด้วยราคาเริ่มต้น 835,000 บาท ภายนอก All-New Mazda CX-3 มาพร้อมการออกแบบใหม่ที่น่าสนใจ เช่น กระจังหน้า แบบ Signature Wing พร้อมกรอบโครเมี่ยม ไฟหน้า Projector แบบ LED พร้อมไฟ LED Daytime ไฟตัดหมอกหน้า ดีไซน์แนวตั้งและไฟท้ายทรงสปอร์ต พร้อมล้ออัลลอยด์ขนาด 18 นิ้วสีรมดำพร้อมยางขนาด 215/50R18 ภายในได้รับการออกแบบแผงหน้าจาก Mazda 2 เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 Skyactiv-G ขนาด 1,998 ซีซี. กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 204 นิวตันเมตร ที่ 2,800 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ รองรับน้ำมันสูงสุด E85 ติดตั้งระบบ i stop (idling stop system) ระบบหยุดการทำงานเครื่องยนต์ชั่วคราวเมื่อรถจอดหยุดนิ่ง รวมถึงควบคุมการขับขี่ขึ้นด้วยระบบพวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียนพร้อมพาวเวอร์ช่วยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPAS) ประหยัดน้ำมัน 16.4 กม./ลิตร เครื่องยนต์ดีเซล 1.5 skyactiv-D ขนาด 1,499 ซีซี. กำลังสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,500 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ให้อัตราความประหยัดถึง 23 กม./ลิตร

ราคา All-New Mazda CX-3 2015

รุ่น 2.0 E (เบนซิน) ราคา 835,000 บาท

รุ่น 2.0 C (เบนซิน) ราคา 910,000 บาท

รุ่น 2.0 S (เบนซิน) ราคา 975,000 บาท

รุ่น 2.0 SP (เบนซิน) ราคา 1,045,000 บาท

รุ่น 1.5 XDL(ดีเซล) ราคา 1,155,000 บาท

ข้อมูเพิ่มเติมดูได้ที่ http://www.automotor789.com/search/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C/price-mazda/

Mazda 3 ผลิตรถได้กว่า 5 ล้านคัน

All-New-Mazda3-65462454

มาสด้าประกาศความสำเร็จที่น่าจดจำของ Mazda 3 ซึ่งมียอดผลิตครบ 5 ล้านคันในระยะเวลา 12 ปี 10 เดือน ซึ่งนับว่าเป็นสถิติหน้าใหม่ที่มียอดขายเยอะขนาดนี้เร็วที่สุดของมาสด้าเลยทีเดียว Mazda Motor Corporation เปิดเผยความสำเร็จประกาศยอดขาย Mazda 3 หรือชื่อในญิปุ่นเรียกว่า Mazda Axede ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยยอดขาย 5 ล้านคันครบยอดเมื่อเดือนเมษายน 2016 ที่ผ่านมา Mazda 3 เริ่มเดินสายการผลิตครั้งแรกในปี ค.ศ.2003 ซึ่งก่อนหน้านั้นจะเป็นรถยนต์ Mazda Familia ที่ผลิตในช่วง ค.ศ. 1963-2003 Mazda 3 รุ่นแรกได้รับการออกแบบและพัฒนาเกินความคาดหวังของลูกค้าด้วยการออกแบบที่แปลกใหม่ในยุคนั้นรวมถึงรูปลักษณ์อันทรงพลัง ตอบสนองการขับขี่เป็นเลิศพร้อมทั้งสมรรถนะที่ดีเยี่ยมขับสนุกเร้าใจ ทำให้มาสด้า 3 ได้รับความนิยมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบัน Mazda 3 ได้พัฒนาเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ออกแบบและพัฒนาท้ังหมดในปี 2013 (3 ปีแล้ว) ภายใต้แนวคิดการออกแบบยึดหลัก โคโดะ ดีไซน์ – Soul of Motion หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว อันลือชื่อของมาสด้า และ Mazda 3 ยังได้รับรางวัลจากสถาบันต่างๆมากมายเช่น รถยนต์นั่งขนาดเล็กยอดเยี่ยมจากประเทศแคนนาดา ประจำปี 2013 (Canadian Car of the Year’s Best New Small Car 2013) และรางวัล International Red Dot Design Award ในปี 2014 นอกจากนี้ยังติดอันดับ Top 3 รถรถยนต์ยอดยเยี่ยมของโ,ก และรางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลกในปี 2014 นับเป็นความสำเร็จที่น่าภูมิใจของมาสด้า และ แฟนๆมาสด้าจริงๆ

Peugeot-Citroen

Peugeot-Citroen-456

กลุ่มรถยนต์ PSA Peugeot-Citroen พร้อมแล้วสำหรับการพัฒนารถเชิงพาณิชย์ทางกลุ่มจะสร้างกระบะขนาด 1 ตันหลังจาก Peugeot 504 Pickup ได้สร้างตำนานจนทำให้เกิดความนิยมในหมู่คนไทยและต่างประเทศจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว กระบะ Peugeot-Citroen จะสร้างบนโครงสร้างของ Toyota Hilux Revo ออกแบบไสตล์ยุโรปอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยในสวนตัวเลขเครื่องยนต์และระบบอำนวยความสะดวกสบายอื่นๆ แต่ด้วยฝีมือของนักออกแบบชาวมาเลเซีย ซึ่งได้รังสรรค์ตามความคิดโดยจับ Hilux Revo มายัดในร่าง Peugeot-Citroen ทำให้เห็นโคลงสร้างเส้นสายได้ชัดเจนมากขึ้น ทั้งหมดเป็นเพียงไอเดียในการผลิตเท่านั้น กระบะรุ่นนี้อยู่ภายใต้โครงการ “Push to Pass” ซึ่งเป็นแผนเปิดตัวรถใหม่ ในช่วงปี 2016-2021 เพื่อสร้างความหลากหลายและตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลายรูปแบบ ซึ่งจะมีรถใหม่อย่างน้อย 26 รุ่น และรถเชิงพาณิชย์อีก 8 รุ่น รถ Plug-IN Hybrid จะมีรุ่นใหม่ 7 รุ่น กับ รถไฟฟ้า หรือ EV อีก 4 รุ่นตามแผนเปิดตัวดังกล่าว

Opel Zafira MPV

Opel-Zafira-MPV7845

Opel Zafira MPV ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความทันสมัยมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น กระจังหน้าทรงบูมเมอแรง ไฟหน้าทรงใหม่ พร้อมระบบ LED กลมกลืนกับกันชนหน้าใหม่ หลังคา panoramic roof ภายในห้องโดยสารออกแบบใหม่เช่นกัน ด้วยการจัดวางตำแหน่งและชิ้นส่วนต่างๆใหม่ ให้สามารถใช้งานสะดวกสบายมากขึ้นโดยเฉพาะคอนโซลกลางมาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วรองรับอินโฟเทนเมนต์ IntelliLink พร้อมระบบ OnStar service และยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดความจุ 1,860 ลิตร Opel Zafira มาพร้อมเครื่องยนต์ เบนซิน ดีเซล และพลังงานทาเลือกทั้งรุ่น ก๊าซ LPG กับ NGV จากโรงงานโดยตรง แต่ตัวเลขกำลังยังไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ พร้อมระบบความปลอดภัยสุดล้ำเช่น ระบบเช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนและเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน Lane Keep Assist with Lane Departure Warning ระบบ Following Distance Indication ระบบ Forward Collision Alert with Collision Imminent Braking และระบบ Adaptive Cruise Control

คันเดียวในโลก Audi A8L Extended ทำพิเศษ

เผยโฉม Audi A8L Extended รถธงของค่ายที่มาในรูปแบบรถลีมูซีน 6 ประตู โดยผลิตขึ้นตามคำสั่งของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 กษัตริย์แห่งประเทศนอร์เวย์ Audi A8L Extended รุ่นพิเศษคันนี้มีความยาวตัวรถที่ 6.36 เมตร และมีฐานล้อที่ยาวถึง 4.22 เมตร ซึ่งยาวกว่า A8L รุ่นปกติถึง 1.09 เมตร ตัวถังรถถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา และวิศวกรยังพยายามออกแบบบริเวณตรงกลางของรถที่ยาวเพิ่มขึ้นให้กลมกลืนกับเสา A ของตัวรถจนถึงด้านท้ายของตัวรถ นอกจากนี้แล้วทาง Audi ยังเสริมความแข็งแรงของหลังคารถด้วยการออกแบบอะลูมิเนียมทรงท่อวางขวางไว้ที่โครงหลังคาเพิ่มความแข็งแรงและทนต่อการบิด พร้อมกันนี้รถคันนี้ยังติดตั้งหลังคาแก้วผิวสัมผัสแบบพิเศษที่มีความยาว 2.4 เมตรด้วย ภายในห้องโดยสารได้รับการตกแต่งให้หรูหราเสมือนนั่งเครื่องบินชั้น First Class โดยมีทั้งหมด 6 ที่นั่งด้วยกัน และถูกหุ้มด้วยหนัง Valcona พร้อมตกแต่งด้วยโทนสีเบจรอบคัน เบาะแถวที่ 2 และ 3 สามารถปรับไฟฟ้าได้ และพิเศษสำหรับแถว 3 ที่มีคอนโซลกลางที่พร้อมสรรพไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นกล่องรักษาความเย็นและจอ Display ตรงกลางอันเป็นสิ่งเติมความบันเทิงภายในรถ น้ำหนักทั้งคันรถอยู่ที่ 2,418 กก. เจ้าลีมูซีนคันนี้วางขุมพลังเบนซิน 3.0 ลิตร TFSI มากับพละกำลัง 310 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 440 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Tiptronic 8 สปีด เร่งจาก 0-100 กม./ชม.ในเวลา 7.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.

Audi 1 Audi 2 Audi 3 Audi 4 Audi 5 Audi 6

แนะนำข่าวเข้ามาโดย นิตยสารรถยนต์ออนไลน์

พระศรีสัจจญาณเถร ท่านเจ้าคุณศรี (ประหยัด) วัดสุทัศน์เทพวราราม

808

สำหรับผู้ที่นิยมพระกริ่ง พระสายวัดสุทัศน์นั้นเป็นที่ปรารถนาของทุกๆ ท่าน โดยเฉพาะพระกริ่งพระชัยวัฒน์ของ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) อันดับรองลงมาก็คือ พระกริ่งพระชัยวัฒน์ของ ท่านเจ้าคุณศรี (สนธิ์) การสร้างพระกริ่งของสายวัดสุทัศน์ นอกจากนี้ก็ยังมีสืบต่อกันมาโดยตลอด ในวันนี้เราจะมาคุยกันถึงพระกริ่งของ ท่านเจ้าคุณศรี (ประหยัด) กัน ซึ่งพระกริ่งที่ท่านสร้างนั้น ก็ยอดเยี่ยมเช่นกันครับ เรามาศึกษาชีวประวัติของท่านและการสร้างพระเครื่องของท่านกันนะครับ

พระศรีสัจจญาณเถร (ประหยัด) ท่านมีนามเดิมว่า “ปราณี” มาเปลี่ยนเป็น “ประหยัด” ต่อภายหลัง โยมบิดาชื่อ หนุ่ย โยมมารดาชื่อ ชื่น เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2464 ณ บ้านตำบลสามย่าน อำเภอปทุมวัน กทม. เมื่อเยาว์ได้เรียนหนังสือจบชั้นมัธยม 3 และไม่ได้เรียนต่อ โยมยายของท่านได้พาท่านมาถวายไว้กับ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ ซึ่งตอนนั้นสมเด็จพระสังฆราชท่านดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวันรัต และได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 16 ปี ใน วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2479 โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (แพ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พำนักอยู่ที่คณะ 6 ได้ศึกษาพระธรรมวินัยจนสอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี และได้ศึกษาทางด้านวิปัสสนาธุระ ท่านได้เห็นสมเด็จพระสังฆราชตอนดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัต ทรงสร้าง พระกริ่งพระชัยวัฒน์ หลายครั้งก็เกิดสนใจ ในที่สุดก็ขอเล่าเรียนวิชาเหล่านั้น

ต่อมาท่านก็ได้ออกธุดงค์และได้ศึกษา วิทยาคมจากพระเกจิอาจารย์หลายองค์ เช่น หลวงปู่ชื่น จังหวัดนครนายก หลวงปู่อินทร์ หลวงปู่จันทร์ จังหวัดลพบุรี หลวงปู่บัว หลวงปู่ชุ่ม หลวงปู่เขียน ท่านได้ศึกษาวิทยาคม อยู่ 6 ปี จึงได้กลับมาที่วัดสุทัศน์และเข้าไปสักการะพระศรีศากยมุนี พระตรีโลกเชษฐ์ และพระเศรษฐมุนี แล้วเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จฯท่านทรงดีพระทัยที่เห็นท่านกลับมา ได้ทรงถามเรื่องราวต่างๆ แล้วให้ท่าน อยู่จำพรรษาที่คณะ 6 ตามเดิม ตอนที่ท่านกลับมานั้นก็อายุได้ 22 ปี ท่านจึงอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดสุทัศน์ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2486 โดยมี สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ พระเทพปริยัติ (ดำ) วัดปทุมคงคา (สมัยที่ท่านยังอยู่ที่วัดสุทัศน์) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านเจ้าคุณศรี (สนธิ์) ขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์ที่พระมงคลราชมุนี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่า “ปัญญาธโร”

ในวันที่ท่านอุปสมบทนั้นเอง จึงได้เป็นที่รู้กันว่าท่านได้สร้างพระขึ้นตั้งแต่ยังเป็นเณร และเป็นพระที่ดีด้วย คือหลังจากที่ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระสังฆราชฯ ได้มีรับสั่งถามต่อหน้าพระสงฆ์ที่อยู่ในอุโบสถว่า “พระที่อยู่ในบาตรเป็นพระอะไร เป็นพระที่มีพุทธานุภาพสูงมาก” ท่านจึงเปิดบาตร และนำพระพิมพ์สามเหลี่ยมออกมาให้สมเด็จพระสังฆราชฯ ทอดพระเนตร และทูลว่า ท่านได้สร้างไว้เมื่อปีพ.ศ.2485 สมเด็จพระสังฆราชฯ ได้มีรับสั่งว่า “เจ้าสร้างพระได้ดีมาก” พระสามเหลี่ยมที่ว่านี้ก็คือพระขาวของท่านเจ้าคุณศรี (ประหยัด) นั่นเอง

ต่อมาในปลายปีที่ท่านอุปสมบทนั่นเอง ท่านก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นฐานานุกรม ในสมเด็จพระสังฆราชฯ ที่พระครูใบฎีกา และได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นตามลำดับ ปี พ.ศ.2500 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูภาวนาภิรัติ พ.ศ.2510 ได้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระศรีสัจจามุนี พ.ศ.2517 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญฝ่ายวิปัสสนา ที่พระศรีสัจจญาณเถร

ท่านเจ้าคุณศรี (ประหยัด) ท่านได้สร้างพระกริ่งไว้อยู่หลายครั้งเช่นกันคือ พระกริ่งรุ่นปี พ.ศ.2486 ที่รู้จักกันดีที่เป็นพระกริ่งฐานบัว 3 ชั้น พระกริ่งรุ่นปี พ.ศ.2496 พระกริ่งรุ่นปี พ.ศ.2511 และพระกริ่ง พ.ศ.2517 เป็นต้น

ท่านเจ้าคุณศรี (ประหยัด) ท่านมรณ ภาพด้วยอุปัทวเหตุทางเครื่องบิน เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2520 การมรณภาพของท่านดูจะเป็นที่วิจารณ์กันพอสมควร แต่มีข้อความที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่ง ที่ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ท่านได้เล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า “ท่านเจ้าคุณศรีฯ ท่านทราบล่วงหน้าว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ท่านไม่สามารถจะช่วยอะไรได้ ท่านจึงได้ทำสมาธิจิตเจริญภาวนาจนสามารถทอดดวงจิตลักษณะเป็นดวงสว่าง ออกจากเครื่องบินทิ้งไว้แต่ร่างเท่านั้น ขณะนี้ท่านไปยังสุทธาวาสแล้ว ท่านจะไม่มีการเกิดอีกต่อไป เจ้าคุณศรีฯท่านเก่งตั้งแต่ยังเป็นเณร”

ทำไมหลวงปู่โต๊ะท่านจึงเล่าเรื่องนี้ให้ลูกศิษย์ของท่านและศิษย์ของท่านเจ้าคุณศรีฯ ฟัง ก็ลองคิดดูเอานะครับ วัตถุมงคลของท่านเจ้าคุณศรี (ประหยัด) นั้น ในส่วนตัวผมเองคิดว่าน่าสนใจมากเนื่องจากสมเด็จพระสังฆราช (แพ) และหลวงปู่โต๊ะท่านยังกล่าวชม พระกริ่งของท่านก็ยังหาได้ไม่ยากนักครับ อีกทั้งสนนราคาก็ยังไม่สูง ลองศึกษากันดูนะครับ

ชมรมพระเครื่อง
แทน ท่าพระจันทร์

หลวงพ่อปุย กตปุญโญ วัดหนองสระ จังหวัดอุทัยธานี

114
“พระครูอุเทศวันสาธน์” หรือ ที่ชาวบ้านทั่วไปรู้จักกันในนาม “หลวงพ่อปุย กตปุญโญ” อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองสระ ต.หนองสระ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี

มีนามเดิมว่า ปุย แรงเขตรกิจ เกิดเมื่อวันจันทร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 12 ปีมะแม ตรงกับวันที่ 11 พ.ย.2450 ที่บ้านทุ่งนา หมู่ที่ 2 ต.หนองสระ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง 9 คน บิดา-มารดา ชื่อ นายแหยมและนางทอง แรงเขตรกิจ ครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม

ชีวิตในวัยเยาว์ค่อนข้างลำบาก อายุ 12 ปี บิดา-มารดาพาไปฝากไว้ที่วัดหนองสระ เรียนหนังสือกับพระพลัด พระชม และหลวงตาปั้น พออ่านออกเขียนได้ แล้วเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดหนองสระ ขณะเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 2 ก็ออกจากโรงเรียนไปช่วยครอบครัวทำนาหาเลี้ยงชีพ

ครั้นอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดป่าช้า ต.บ้านเก่า อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี โดยมี พระครูอุทิศธรรมวินัย (หลวงพ่อสือ) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์น้อย กตปุญโญ วัดหนองมะเขือ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาสอน วัดหนองสระ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ได้รับฉายาว่า กตปุญโญ หมายถึง ผู้กระทำซึ่งบุญคุณความดี

หลังอุปสมบท ได้อยู่จำพรรษาอยู่ที่วัดหนองสระ ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและวิชาอาคมด้วยความวิริยะกับพระอาจารย์เกิด เป็นเวลา 7 พรรษา สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท และเอก ตามลำดับ ก่อนได้ไปเรียนบาลีที่วัดธรรมโศภิต (วัดโค่ง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี อีก 1 พรรษา

วันที่ 7 พ.ค.2477 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดวังสาริกา ต.หนองกระทุ่ม อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี หลวงพ่อปุยเป็นเจ้าอาวาสวัดวัง สาริกา อยู่นาน 19 ปี บูรณะพัฒนาวัดจนเจริญรุ่งเรือง ซึ่งท่านได้ก่อสร้างอุโบสถไม้ หลังแรกของจังหวัดอุทัยธานี งดงามด้วยศิลปะ ขณะนี้อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร สร้างกุฏิสงฆ์ 3 หลัง, ศาลาการเปรียญ และโรงเรียนวัดวังสาริกา เป็นต้น

ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ วันที่ 29 เม.ย.2496 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองสระ ต.หนองสระ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี พ.ศ.2510 เป็นพระอุปัชฌาย์

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2495 ได้รับพระราช ทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นตรี ในราชทินนามที่ “พระครูอุเทศวันสาธน์” พ.ศ.2512 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท ในราชทินนามเดิม พ.ศ.2519 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

เมื่อครั้งที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองสระ เป็นอาจารย์สอนเด็กเล็กและสอนพระธรรมวินัยให้แก่พระภิกษุ-สามเณร สร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามคลองที่หน้าวัด กุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ สร้างอุโบสถ (หลังใหม่) ฌาปนสถาน อาคารอเนกประสงค์ ถังเก็บน้ำฝน เป็นต้น

ด้วยวัตรปฏิบัติที่เสมอต้นเสมอปลาย หลวงพ่อปุย จึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของสาธุชนในพื้นที่ ในแต่ละวันจึงมีผู้มากราบนมัสการ รับฟังธรรม และประพรมน้ำพระพุทธมนต์เสริมความเป็นสิริมงคล สำหรับปัจจัยที่ได้จากการบริจาคศรัทธาของญาติโยม หลวงพ่อปุยหาเก็บงำไว้เป็นส่วนตัวไม่ จะนำมาพัฒนาวัด จนเจริญรุ่งเรือง

ด้านพระเครื่องและวัตถุมงคลของหลวงพ่อปุย สร้างเป็นครั้งคราว มีจำนวนไม่มาก แต่ทุกรุ่นก็เป็นที่นิยมของคนทั่วไป อาทิ เหรียญรุ่นแรก กะไหล่เงิน กะไหล่ทอง รูปหล่อเหมือนและมีดหมออาคม

ทุกวันพระ หลวงพ่อปุย จะสอนให้ประพฤติตนเป็นคนดีของครอบครัวและสังคม ให้มัธยัสถ์ ไม่ฟุ่มเฟือย รู้จักประมาณตน จนสาธุชนคนทั่วไปยกย่องท่านเป็น พระเกจิอาจารย์นักพัฒนาที่มีเมตตาธรรมสูงรูปหนึ่งแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง

สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ วันที่ 6 พ.ย.2532 เวลา 18.49 น. หลวงพ่อปุย ละสังขารด้วยอาการสงบ สิริอายุได้ 82 ปี พรรษา 62 ร่างอันสงบนิ่งของหลวงพ่อปุย บรรจุไว้ในโลงทอง ประดิษฐานไว้ให้บรรดาศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ ณ วิหารวัดหนองสระ

แม้ท่านจะละสังขารไปจากโลกนี้แล้ว แต่คุณงามความดียังคงอยู่ในศรัทธาของชาวเมืองอุทัยธานีไปตราบนานเท่านาน

หลวงปู่เต็ม จิณณาจาโร วัดนิมมานรดี (วัดบางแค) กรุงเทพ

332
“วัดนิมมานรดี” หรือชาวบ้านที่เรียกกันว่า “วัดบางแค” ตั้งอยู่เลขที่ 38 ถนนเพชรเกษม หมู่ที่ 15 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ วัดแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างดี จากนามของพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง คือ “หลวงปู่เต็ม จิณณาจาโร”

กล่าวถึงชื่อเสียงของหลวงปู่เต็ม อาจไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวางเทียบเท่าพระเกจิอาจารย์รูปอื่นในยุคเดียวกัน แต่สำหรับชาวบางแค หลวงปู่เต็มเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านในชุมชนพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง

ท่านมีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาคม และเชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างยิ่ง ที่สำคัญ ท่านเป็นหนึ่งในพระอาจารย์ถ่ายทอดวิชาอาคมและสอนกรรมฐานให้ “พระราชธรรมาภรณ์ หรือ หลวงพ่อเงิน จันทสุวัณโณ” วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม

อัตโนประวัติ เป็นชาวบางแค เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม 2415 โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายเซ้นและนางปุ้ย เต้กชุ้น ครอบครัวมีพี่น้องทั้งหมด 5 คน

ด้วยความเป็นพี่ชายคนโต ทำให้ต้องรับภาระดูแลครอบครัว พอย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม ท่านต้องรับภาระดูแลปกครองน้องๆ หลังจากบิดามารดาถึงแก่กรรมลง ต่อมาเกิดความเบื่อหน่ายทางโลก จึงมุ่งหาทางธรรม เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดนิมมานรดี (วัดบางแค) ต.บางหว้า อ.ภาษีเจริญ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2467 โดยมีพระพุทธพยากรณ์ วัดอัปสรสวรรค์ (วัดหมู) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการจัน วัดใหม่ยายนุ้ย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการหนู วัดนิมมานรดี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา จิณณาจาโร

ภายหลังอุปสมบท ท่านได้มีศรัทธาออกธุดงค์หลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งจะมีพระสงฆ์สมัครเป็นศิษย์ร่วมปฏิบัติธรรมครั้งละหลายรูป และท่านเคยธุดงค์ไปไกลถึงประเทศพม่า สั่งสมวิชาความรู้นำกลับมาสงเคราะห์พระเณรและชาวบ้านอย่างทั่วถึง โดยไม่เห็นแก่เหน็ด เหนื่อยหรือสิ่งตอบแทน

พระเครื่องและวัตถุมงคลของท่าน ส่วนใหญ่เป็นเหรียญวัตถุมงคล อาทิ เหรียญรูปทรงใบสาเก รุ่นทำบุญอายุ (รุ่นสุดท้าย) สร้างปี 2505 ประมาณ 7,000 เหรียญ เป็นรูปเหมือนท่านนั่งเต็มองค์ ปลุกเสกเดี่ยวในโบสถ์ 9 วัน

ส่วนวัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมอย่างสูง คือ “เหรียญเสมารุ่นแรก” สร้างประมาณปี 2498 ก่อนเข้าพรรษาปีนั้น คณะศิษย์ได้ปรารภกันว่าหลวงปู่อายุมากแล้ว อยากได้รูปท่านไว้เป็นที่ระลึก จึงจัดสร้างเหรียญเป็นรูปทรงใบเสมาขึ้นจำนวนหนึ่ง ถวายให้ท่านนั่งปรกบริกรรมปลุกเสกตลอดไตรมาส

เล่ากันว่า ในระยะแรกไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่พอท่านเลิกสร้าง เพราะอายุมากขึ้น กลับกลายเป็นที่เสาะแสวงหาของบรรดาเซียนพระ

หลวงปู่เต็ม เป็นพระภิกษุอาวุโส มีคุณธรรมกอปรด้วยเมตตาธรรม ได้สงเคราะห์สนับสนุนให้พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ ณ วัดทั้งสองที่มีศรัทธาสนใจในวิชาปฏิบัติธรรมต่างๆให้ได้ผลทางปฏิบัติตามศรัทธา ตามพลังบารมีของแต่ละท่านแต่ละรูป จนบรรดาสานุศิษย์ของท่านเหล่านั้น สามารถออกไปประกอบสัมมาอาชีวะในหน้าที่การงานต่างๆ กันได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

ต่อมาปี พ.ศ.2507 บรรดาศิษย์ได้จัดงานทำบุญอายุถวายท่าน ซึ่งเป็นที่น่าชื่นชมยินดี เพราะความสามัคคีของศิษย์และญาติ งานได้สำเร็จสมเจตนาของท่านทุกประการ แต่เหตุ การณ์ไม่คาดฝันพลันบังเกิดขึ้น วันนั้นตรงกับวันที่ 21 กรกฎาคม 2508 หลวงปู่เต็มได้มรณ ภาพอย่างสงบด้วยโรคชรา

สร้างความเศร้าสลดกับบรรดาสานุศิษย์เป็นอย่างยิ่ง

ปัจจุบันที่วัดนิมมานรดี ได้จัดทำรูปหล่อของหลวงปู่เต็ม ประดิษฐานอยู่เคียงคู่กับรูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พระครูทิวากรคุณ (หลวงปู่แจ้ง) รวมทั้งรูปหล่ออดีตเจ้าอาวาสอย่าง พระครูวิทยานุโยค (หลวงพ่อพลบ) และหลวงพ่อพึ่ง วัดรางบัว พระอาจารย์ของท่าน เพื่อให้ผู้เลื่อมใสศรัทธาได้สักการะกราบไหว้

แม้ท่านจะมรณภาพไปนานแล้ว แต่นาม “หลวงปู่เต็ม” ยังอยู่ในความศรัทธาตราบจนปัจจุบัน

ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่ เว็บไซต์นิตยสารออนไลน์พระเครื่องแท้.net

หลวงพ่อสำเริง สุนิมมโล วัดทุ่งนาไทย จ.อุทัยธานี

996
“พระครูอุทิตนวการ” หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในนาม “หลวงพ่อสำเริง สุนิมมโล” อดีตเจ้าคณะตำบลทัพทัน และอดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งนาไทย ต.เขาขี้ฝอย อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี

มีนามเดิมว่า สำเริง เหล่ารอด เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 7 ส.ค. 2476 ปีระกา ณ หมู่ที่ 1 ต.ตาคลี อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์

ชีวิตวัยเยาว์ เรียนหนังสือที่ โรงเรียนวัดสว่างวงษ์คณะกิจ จบชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 ก่อนออกมาช่วยบิดา-มารดา ประกอบอาชีพ

ต่อมาเข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันพุธที่ 7 ก.ค. 2497 ปีมะเมีย ณ พัทธสีมาวัดมณีสถิตกปิฏฐาราม (วัดทุ่งแก้ว) อ.เมือง จ.อุทัยธานี มีพระสุนทรมุนี (พุฒ สุทัตโต) วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูเลี่ยม และมหาจำลอง วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์และพระอนุสาวนาจารย์

ได้รับฉายาว่า สุนิมมโล หมายถึง ผู้ปราศจากมลทิน

หลังอุปสมบท จำพรรษาอยู่ที่วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม (วัดทุ่งแก้ว) ศึกษาพระธรรมวินัยและวิทยาคมกับหลวงพ่อพุฒ สุทัตโต พระอุปัชฌาย์ ด้วยความวิริยอุตสาหะมาโดยตลอด

พ.ศ.2500 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ จากสำนักเรียนวัดมณีสถิตกปิฏฐาราม

พ.ศ.2510 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดทุ่งนาไทย ต.เขาขี้ฝอย อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี และเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมวัดทุ่งนาไทย พร้อมเป็นกรรม การควบคุมห้องสอบธรรมสนามหลวง อ.ทัพทัน

ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2511 เป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งนาไทย พ.ศ.2546 เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ.2545 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลทัพทัน

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2518 เป็นฐานานุกรมของพระราชอุทัยกวี (พุฒ สุทัตโต) เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี พ.ศ.2521 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นตรี ในราชทินนามที่ “พระครูอุทิตนวการ”

พ.ศ.2528 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท ในราชทินนามเดิม

พ.ศ.2545 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

หลวงพ่อสำเริง สร้างคุณูปการหลายด้าน

ผลงานด้านการศึกษา เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม สำนักเรียนวัดมณีสถิตกปิฏฐาราม และสำนักเรียนวัดทุ่งนาไทย เป็นกรรมการควบคุมห้องสอบธรรมสนามหลวง อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี มาโดยตลอด อีกทั้ง ยังได้เข้าศึกษาอบรมตามหลักสูตรการพัฒนางานสาธารณสุขมูลฐานที่วัดหนองหญ้านาง

งานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นประธานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลเขาขี้ฝอย อ.ทัพทัน เป็นประธานจัดกิจกรรมวันสำคัญทางศาสนาและวันสำคัญอื่นๆ อาทิ วันวิสาขบูชา อาสาฬหบูชา มาฆบูชา โดยมีกิจกรรมฟังเทศน์ เวียนเทียน สรงน้ำพระ ก่อเจดีย์ทราย วันขึ้นปีใหม่ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า เป็นประจำทุกปี

งานสาธารณูปการ ปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ สร้างถังเก็บน้ำฝน ห้องน้ำ-ห้องส้วม เมรุ หอระฆัง ซุ้มประตู รั้วคอนกรีต ศาลาธรรมสังเวช และกุฏิสงฆ์

หลวงพ่อสำเริง มุ่งมั่นศึกษาทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ มีปฏิปทาที่มั่นคง ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สมถะเรียบง่าย จิตใจโอบอ้อมอารี สงเคราะห์ญาติโยมที่เดือดร้อน คอยให้คำปรึกษาแก้ไขปัญหา ชี้แนะให้ชาวบ้านปฏิบัติตนเป็นคนดี และพัฒนาจิตใจชาวบ้านให้อยู่กันอย่างสงบสุขและมีความสามัคคี

เครื่องรางของขลังและวัตถุมงคลของท่านที่จัดสร้างขึ้นในแต่ละรุ่น มีจำนวนไม่มากนัก แต่วัตถุมงคลทุกรุ่น ล้วนเป็นที่สนใจของนักนิยมสะสมพระเครื่องเป็นอย่างยิ่ง อาทิ รูปหล่อเหมือนลอยองค์ พระผงเชียงแสน ตะกรุด 12 ราศี ชูชกงาแกะ และรูปหล่อเหมือนงาแกะ เป็นต้น

สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ วันเสาร์ที่ 11 มี.ค. 2549 เวลา 18.42 น. จึงได้ละสังขารด้วยอาการสงบ สิริอายุ 72 ปี 7 เดือน 4 วัน พรรษา 52

ปัจจุบัน สังขาร หลวงพ่อสำเริง วัดทุ่งนาไทย อยู่ในโลงทอง ที่หอสวดมนต์ วัดทุ่งนาไทย ต.เขาขี้ฝอย อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี เพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่ศรัทธา ตลอดจนบรรดาคณะศิษยานุศิษย์ ได้กราบไหว้สักการะ

เหลือไว้เพียงคุณงามความดีและวัตถุมงคลที่ทรงคุณค่ามากด้วยพุทธคุณ